ความแตกต่างของหลักนิติรัฐ นิติธรรม 

          กฎหมาย เป็นสิ่งที่นำมาใช้ควบคุมความประพฤติของมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข มนุษย์ได้วางรากฐานกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ไว้ เพื่อควบคุมมนุษย์ด้วยกันเอง และผู้ที่ออกกฎหมายหรือกฎเกณฑ์นั้น หากขาดหลักการที่คอยตีกรอบให้เป็นไปในแนวทางที่ถูกที่ควรก็จะนำไปสู่การใช้ดุลยพินิจตามใจชอบมากจนเกิดอำนาจตามอำเภอใจ กดขี่ข่มเหงผู้มีอำนาจด้อยกว่า จึงต้องใช้หลักนิติรัฐ และนิติธรรม ควบคู่กับไป เปรียบเสมือนเหรียญที่ต้องมีสองด้านเสมอ

                นิติรัฐ(Legal state, Ger.Rechtsstaat, Fr.Etat de droit) หมายถึง รัฐที่ปกครองด้วยกฎหมาย มิใช่ด้วยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือ คณะบุคคลใดคณะบุคคลหนึ่ง กล่าวคือรัฐปกครองด้วยกฎหมายไม่ใช่มนุษย์(Government of law not of human) ตามหลักกฎหมายมหาชนที่ว่า “ถ้าไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ ฝ่ายปกครองจะกระทำมิได้” การตรวจสอบการกระทำของฝ่ายปกครอง จึงต้องสามารถตรวจสอบและควบคุมการใช้อำนาจได้ทั้งภายในและภายนอกรัฐ ต้องมีการถ่วงดุลอำนาจกันและกัน เพื่อเป็นหลักประกันให้ประชาชนมีความไว้วางใจว่าตนผู้เป็นเจ้าของสิทธิ์จะได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล รวมไปถึงด้านอื่น ๆ ที่รัฐต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นในสังคม ดังนั้น กฎหมายจะต้องไม่เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองใช้อำนาจตามอำเภอใจ ภายใต้กฎหมายทุกคนจะต้องเสมอภาคกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อบังคับอำนาจปกครองของรัฐให้อยู่ภายใต้กฎหมาย โดยไม่อาจบิดพลิ้วได้

                นิติธรรม(Rule of Law) หมายถึง ความเป็นธรรมที่มีอยู่ในกฎหมาย หรือที่เรียกกันว่า “คุณธรรมทางกฎหมาย” อันเป็นกฎระเบียบแบบแผนที่สังคมยอมรับ และยินยอมพร้อมใจกันปฏิบัติตามกฎระเบียบนั้น นิติธรรม ตามที่ Albert Venn Dicey ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Introduction to the Study of the Law of the Constitution มีหลัก 3 ประการว่า 1.ฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจตามอำเภอใจ 2.บุคคลทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันและศาลเดียวกันจะเป็นผู้พิจารณาพิพากษา 3.หลักทั่วไปของกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นผลมาจากกฎหมายธรรมดาของประเทศ กล่าวคือ ศาลนั่งเองเป็นผู้พิพากษาคดีเกี่ยวด้วยสิทธิเสรีภาพของเอกชนทำให้เกิดการยอมรับสิทธิเสรีภาพขึ้น

                ทั้งหลักนิติรัฐ(Legal state) และนิติธรรม (Rule of Law) ต่างมีทั้งข้อดีในตัวของมันเองและเมื่อใช่หลักการใดแล้วควรมีอีกหลักการประกอบกันอย่างแยกไม่ได้ แต่ทั้งสองนั้นมีความแตกต่างอันแบ่งได้ดังนี้

                  ความแตกต่างทางด้านบ่อเกิดของกฎหมาย หรือ พิจารณาจากต้นกำเนิด กล่าวคือ นิติรัฐ มีวิธีการศึกษา(Approach methodology) ตั้งต้นเริ่มจากรัฐ หรือ ใช้ “รัฐ” เป็นวัตถุแห่งการศึกษา และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับกฎหมาย เพราะถือเอาทฤษฏีว่าด้วยรัฐเป็นสำคัญ อย่างเช่นศาลในระบบกฎหมาย Civil Law อันมีลักษณะเป็นระบบกฎหมายปิด ซึ่งข้อดีของมันคือ ความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะ แต่ข้อด้อยก็มีตรงการปรับตัวให้เข้ากับสภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในขณะนั้น แต่ด้วยการประมวลถ้อยคำขึ้นในตัวบทเป็นถ้อยคำเชิงหลักการหรือใช้ถ้อยคำที่มีความหมายไม่เฉพาะเจาะจง ศาลในระบบกฎหมาย Civil Law จึงมีความสามารถในการตีความตัวบทกฎหมายให้สอดคล้องกับความยุติธรรมและสภาพสังคมในขณะนั้นได้ ส่วนด้านนิติธรรมนั้น มีต้นกำเนิดมาจากการที่ประชาชนหวั่นเกรงการใช้อำนาจโดยมิชอบของรัฐ หลักนิติธรรมจึงมุ่งเน้นไปยังการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อย่างในระบบกฎหมายอังกฤษ กฎหมายที่ศาลนำมาใช้ในการตัดสินเป็นกฎเกณฑ์ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับจารีตประเพณีที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไปในราชอาณาจักร หรือที่เรียกว่า Common Law และคดีที่ได้รับการตัดสินไปแล้ว และกลายเป็นหลักตัดสินคดีตกทอดมาเป็นลำดับ กฎหมายในระบบนี้จึงไม่ได้มีแต่กฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภาเท่านั้น (Statute Law) แต่ยังรวมไปถึงหลักการและแนวทางการตัดสินของผู้พิพากษา(Case Law) ที่ศาลยอมรับสืบต่อกันมาด้วย ส่งผลให้กฎหมายสอดคล้องกับสภาพสังคมตลอดเวลา เพราะศาลมีอำนาจตัดสินได้ตามอำเภอใจ (Satre Decisis) แต่ศาลในคดีหลังต้องผูกพันตามกฎหมายที่ศาลในคดีก่อนได้ตัดสินไว้แล้ว การเปลี่ยนแปลงจึงกระทำได้โดยยาก

                ความแตกต่างทางด้านสกุลกฎหมาย หลักนิติรัฐกำเนิดและพัฒนาในสกุลกฎหมาย Romano-Germanic ซึ่งยอมรับการแบ่งแยกกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดและตราขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร มีศาลแยกออกจากกันเป็นระบบ มีศาลเฉพาะและศาลพิเศษ ส่วนหลักนิติธรรมกำเนิดในสกุลกฎหมายแองโกลแซกซอน ซึ่งไม่มีการแบ่งแยกกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน ไม่ใช้ตัวบทกฎหมายในการพิจารณาคดี ไม่มีการแบ่งแยกศาลยุติธรรมและศาลปกครอง และยอมรับความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภา (Suprematie du Parlement) เพราะโดยหลักนิติธรรมถือว่าทั้งประชาชนและองค์กรเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันและภายใต้ศาลเดียวกัน

                ความแตกต่างทางด้านเนื้อหา หลักนิติรัฐเนื้อหาเกี่ยวกับรัฐยอมอยู่ภายใต้กฎหมาย (Auto limitation) เป็นเรื่องของโครงสร้างลำดับชั้นทางกฎหมาย (Hierarchie des normes), หลักความชอบด้วยกฎหมาย (Principe del galite) ที่แต่งตั้งให้กฎหมายบ่งบอกที่มาและข้อจำกัดของอำนาจมหาชน (Sources et limitations), เรื่องการแบ่งแยกอำนาจอย่างสมดุล (Separation des pouvoirs) และเรื่องบทบาทขององค์กรตุลาการในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และความชอบด้วยกฎหมาย (Controle juridictionnel) เน้นรูปแบบกับโครงสร้างของกฎหมาย และวิธีการในการไปให้ถึงเป้าหมายตามจุดประสงค์ ส่วนด้านนิติธรรมนั้น เนื้อหาไม่มีรูปแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน ไม่มีกรอบที่ตายตัว เปลี่ยนแปลงไปตามกรณีต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้พ้นจากการใช้อำนาจโดยมิชอบของรัฐ หลักของแองโกลแซก จะเน้นไปยังกระบวนการที่ก่อให้เกิดผล

                ความแตกต่างในด้านการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ด้านนิติรัฐนั้น รัฐคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นลายลักษณ์อักษร ในรูปแบบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมายอื่น ๆ อย่างเช่นในเยอรมัน การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นการคุ้มครองในระดับรัฐธรรมนูญของประเทศ เป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้โดยตรง ในการตรากฎหมายใช้บังคับ องค์กรนิติบัญญัติไม่สามารถตราขึ้นขัดหรือแย้งได้ มิฉะนั้นจะถือว่ากฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนด้านนิติธรรมนั้น ไม่มีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักประกันแน่นอน แต่ในทางปฏิบัติบุคคลย่อมได้รับการประกันสิทธิขั้นพื้นฐานโดยองค์กรตุลาการ

                ความแตกต่างด้านการควบคุมตรวจสอบการตรากฎหมาย ตามหลักนิติรัฐ องค์การนิติบัญญัติย่อมผูกพันต่อรัฐธรรมนูญในการตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับ เพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติ จึงกำหนดให้มีองค์กรที่คอยควบคุม ตรวจสอบ ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่องค์กรนิติบัญญัติตราขึ้น ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ตามหลักนิติรัฐ การตรากฎหมายย่อมตกอยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบขององค์กรตุลาการ ส่วนหลักนิติธรรมนั้น ถือว่ารัฐเป็นรัฐาธิปัตย์ ในทางทฤษฎี รัฐสภาสามารถตรากฎหมายอย่างไรก็ได้ทั้งสิ้น ไม่อาจมีกรณีที่รัฐสภาตรากฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ การควบคุมการตรากฎหมายของรัฐสภาจึงเป็นการควบคุมกันทางการเมือง ไม่ใช่ทางกฎหมาย

                ความแตกต่างทางด้านการแบ่งแยกอำนาจ ด้านนิติรัฐ หลักการแบ่งแยกอำนาจ ถือได้ว่าเป็นหลักสำคัญอันจะขาดมิได้ เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจและตรวจสอบกันและกัน เพื่อมิให้มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมากกว่าและกระทำการตามอำเภอใจ ส่วนหลักนิติธรรมนั้น ไม่ปรากฏให้เห็นเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ เนื่องจากรัฐสภาและรัฐบาลมีความเชื่อมโยงกันเป็นอย่างมาก แต่ทั้งหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมต่างก็ยอมรับความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ

                จากเนื้อหาดังกล่าวสรุปได้ว่า หลักนิติรัฐนั้น กำหนดอำนาจ หน้าที่ และการควบคุมตรวจสอบอำนาจของรัฐไว้ โดยที่รัฐจะกระทำการใด ๆ ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และจะกระทำการใดอันนอกเหนือกฎหมายบัญญัติไว้มิได้ ส่วนหลักนิติธรรมนั้น คนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกัน กฎหมายเดียวกัน และศาลเดียวกัน โดยที่กฎหมายนั้นจะต้องมีความเป็นธรรม และเป็นที่ยอมรับของสังคม

 

โดย พิมพ์พิมล นวชัย

ความแตกต่างระหว่างกฎหมายมหาชนและกฎหมายเอกชน  

                อันที่จริงแล้วกฎหมายมหาชนนั้น พึ่งเกิดมาในฐานะกฎหมายอย่างแท้จริงโดยที่ไม่ได้อยู่ในฐานะปรัชญา หลักการ หรือแนวความคิดทางการเมืองการปกครอง เมื่อปีคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยที่ประชาชนแต่ละประเทศในยุโรป ได้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง ว่ามนุษย์มีความรู้ความสามารถ ตามหลักมนุษยนิยม(Humanism) ภายหลังการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 16 และ 17 จึงทำให้ประชาชนต้องการความเป็นธรรม และเสรีภาพ อันระบอบการปกครองแบบเผด็จการไม่สามารถตอบสนองความต้องการในรูปแบบนี้ได้ จึงเกิดการปฏิวัติทางการเมืองการปกครองไปทั่วทั้งยุโรป หรือไม่ประชาชนที่ได้รับแรงจูงใจทางผลประโยชน์ก็มักจะอพยพไปยังดินแดนใหม่ที่เรียกว่าอเมริกา โดยจุดเริ่มต้นการปฏิวัติทางการเมืองการปกครองในยุโรปนั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากการประกาศอิสรภาพของชาวอเมริกาทั้ง 13 อาณานิคม เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1776 รวมไปถึงการก่อตั้งรัฐธรรมนูญของอเมริกา จากแนวคิดหนังสือ The Spirit of Laws ของ Montesquieu Charles Louis de Secondat นักปรัชญาทางรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ในเรื่องการแบ่งอำนาจในการปกครอง ซึ่งให้มีการคานอำนาจและตรวจสอบซึ่งกันและกัน โดยแบ่งอำนาจในการปกครองออกเป็น 3 ฝ่าย คือ อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ อำนาจฝ่ายบริหาร และอำนาจฝ่ายตุลาการ หลักจากเหตุการณ์ดังกล่าว ประชาชนในยุโรปแต่ละประเทศได้ลุกฮือขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความเป็นอิสรภาพจากการกดขี่ของชนชั้นปกครองตามกันมา เช่น การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ของอังกฤษ โดยประชาชนได้ยื่นกฎบัตรแมคนาคาตาแก่ราชวงศ์อังกฤษ การปฏิวัติของชาวฝรั่งเศสที่ล้มล้างระบอบกษัตริย์ เพื่อประกาศสิทธิมนุษย์ชนและพลเมืองฝรั่งเศส โดยยึดถือสิทธิ เสรีภาพ และภราดรภาพ เป็นต้น

                กฎหมายมหาชน(Public Law) คือ กฎหรือข้อบังคับที่กำหนดวางกฎเกณฑ์แก่สาธารณะบุคคล(Personnes Publiques) เช่น รัฐในฐานะนิติบุคคล ทั้งรัฐต่อรัฐ และ รัฐ(ผู้ปกครอง)ต่อเอกชน(ผู้ใต้ปกครอง) มีสภาพบังคับ ในทาง สถานภาพ (status) อันเป็นสภาพและฐานะของผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครอง, หน้าที่ (obligation) ของแต่และบุคคลโดยที่ผู้ปกครองมีหน้าที่คุ้มครองและดูแลประชาชนให้อยู่ดีมีสุข และอำนาจ (authority) ของผู้ปกครองในการควบคุมดูแลผู้ใต้ปกครองให้สมดุลซึ่งกันและกัน ซึ่งความสัมพันธ์จะเป็นไปในแนวกำหนดความสัมพันธ์ในเชิงที่ว่าใครจะต้องเข้ามาคุ้มครองดูแลใคร โดยที่รัฐจะเข้ามาควบคุมดูแลประชาชน เพื่อให้สังคมสงบสุข และรัฐมีอำนาจเหนือประชาชน ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายอาญา, กฎหมายปกครอง และกฎหมายแรงงาน เป็นต้น

                กฎหมายเอกชน(Private Law) คือ กฎเกณฑ์หรือกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์กันทางกฎหมายของประชาชนหรือผู้ใต้ปกครองด้วยกัน ในฐานะที่เท่าเทียมกัน หรือ เอกชนต่อเอกชน อย่างมีอิสระ ปราศจากการแทรกแซงหรือควบคุมจากรัฐ ต้องกระทำตามด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ไม่ถูกบังคับ หรือถูกกลฉ้อฉล และรัฐจะเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยไม่ได้ เว้นแต่กรณีเกิดเหตุอันไม่เป็นธรรม รัฐสามารถเข้าแทรกแซงได้โดยใช้กฎหมายมหาชน เช่น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นต้น

                อันความแตกต่างของกฎหมายมหาชนและกฎหมายเอกชนนั้น เป็นความแตกต่างที่มีอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันของคู่กรณี ดังนี้

                  ด้านความแตกต่างทางบุคคลหรือองค์การที่เข้าไปมีนิติสัมพันธ์ โดยที่กฎหมายมหาชนนั้น รัฐจะมีฐานะเหนือกว่าเอกชน หรือ รัฐอยู่ในฐานะผู้ปกครอง รัฐกระทำการเพื่อประโยชน์สาธารณะ จึงจำเป็นต้องใช้เมื่อรัฐมีความสัมพันธ์กับเอกชน หรือแม้กระทั่งรัฐต่อรัฐเอง ส่วนทางกฎหมายเอกชนนั้น เอกชนกับเอกชน มีฐานะเท่าเทียมกัน มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตน จึงใช้เมื่อเกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างเอกชนด้วยกันเอง

                ด้านความแตกต่างทางความมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ โดยทางกฎหมายมหาชน รัฐจะก่อนิติสัมพันธ์ขึ้นเพื่อประโยชน์สาธารณะ แทบทั้งสิ้น โดยไม่มุ่งหวังผลกำไรจากการกระทำดังกล่าว ให้ความสำคัญกับส่วนรวม ในขณะที่ กฎหมายเอกชน เอกชนจะมุ่งหวังเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เป็นที่ตั้ง เว้นแต่บางกรณี เช่น การก่อตั้งมูลนิธิ หรือองค์กรการกุศล เป็นต้น

                ด้านความแตกต่างทางเนื้อหา โดยที่กฎหมายมหาชนมีกฎเกณฑ์ที่วางไว้ทั่วไปและไม่ได้ระบุตัวบุคคลอย่างชัดเจน เรียกว่า “กฎหมายตามภาวะวิสัย” ต้องปฏิบัติตามและห้ามฝ่าฝืน จะยกเว้นใครไม่ได้ มีสภาพบังคับ โดยประชาชนจะอ้างว่าไม่ทราบกฎหมายเพื่อให้ตนพ้นผิดไม่ได้ (มาตรา 64 ประมวลกฎหมายอาญา) กฎหมายเอกชนนั้นจะใช้บังคับกันได้ต่อเมื่อเอกชนด้วยกันไม่ทำตามที่ได้ตกลงกันไว้ หรือก่อให้เกิดเหตุใดๆแก่เอกชนด้วยกัน หากเอกชนได้กระทำการดังกล่าว และบทกฎหมายที่ต้องการจะบังคับไม่เป็นบทกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เอกชนได้สร้าง “กฎหมายตามอัตวิสัย” ขึ้นเพื่อใช้บังคับเฉพาะเจาะจงเป็นบุคคลไป

                ด้านความแตกต่างทางรูปแบบของนิติสัมพันธ์ อันกฎหมายมหาชนมีลักษณะที่บังคับและหลีกเลี่ยงไม่ได้ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น หรือที่เรียกกันว่า “อำนาจบังคับฝ่ายเดียว” ส่วนทางกฎหมายเอกชนนั้น จะยืนอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจในการแสดงเจตนา มีความเสมอภาค และเสรีภาพของคู่กรณี ไม่สามารถบังคับให้ผู้ใดกระทำการใดได้

                ด้านความแตกต่างทางด้านนิติวิธี ด้านกฎหมายมหาชน มีแนวคิดหรือการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบตามแบบของกฎหมายมหาชน หรือที่เรียกว่า “นิติวิธีทางกฎหมายมหาชน” โดยจะไม่นำเอากฎหมายเอกชนเข้ามาปรับใช้โดยตรงกับกรณีที่เกิดขึ้นในทางกฎหมายมหาชน ส่วนทางกฎหมายเอกชนนั้น มีนิติวิธีในแบบของกฎหมายเอกชน โดยมีจุดประสงค์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของเอกชน และเน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนด้วยกันเอง

                ด้านความแตกต่างทางนิติปรัชญา โดยที่กฎหมายมหาชน มุ่งรักษาผลประโยชน์สาธารณะกับผลประโยชน์ของเอกชน เพื่อให้เกิดความสมดุลของทั้งสองฝ่าย หรือกล่าวได้อีกว่า เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในการรักษาผลประโยชน์ที่รัฐต้องรับผิดชอบต่อส่วนรวม และสิทธิเสรีภาพของเอกชน แต่กฎหมายเอกชนนั้น จะมุ่งเพื่อรักษาความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกันโดยคู่กรณีทั้งสองฝ่าย หากเกิดจากความไม่สมัครใจ การข่มขู่บังคับในทางใดๆ หรือเกิดจากกลฉ้อฉล จะไม่ก่อให้เกิดความผูกพันในทางกฎหมาย อาจตกเป็นโมฆะกรรม หรือโมฆียะกรรม ตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้

                ด้านความแตกต่างทางด้านเขตอำนาจศาล ปัญหาทางกฎหมายมหาชนจะนำขึ้นสู่ศาลพิเศษหรือศาลที่ตั้งขึ้นเฉพาะ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ,ศาลปกครอง และศาลภาษี เป็นต้น ส่วนปัญหาทางกฎหมายเอกชนนั้น จะอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งประกอบด้วย ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฏีกา หากเป็นคดีแพ่งก็ต้องนำคดีเข้าสู่ศาลแพ่ง และหากเป็นคดีอาญาก็ต้องนำคดีเข้าสู่ศาลอาญา

                ด้านความแตกต่างทางด้านวิธีพิจารณาคดี หากเป็นกฎหมายมหาชน จะใช้ระบบไต่สวน กล่าวคือ ผู้พิพากษาจะเป็นผู้สืบหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเกี่ยวกับคดีด้วยตนเองได้ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นต้น ส่วนกฎหมายเอกชนนั้น ผู้พิพากษามีหน้าที่เป็นคนกลางในการตัดสินคดีเพียงอย่างเดียว โดยใช้ระบบกล่าวหา คือผู้ที่เป็นคู่กรณีจะต้องนำพยานหลักฐานมาสืบคดีพิสูจน์ด้วยตนเองในชั้นศาล

                จากเนื้อหาดังกล่าว สรุปได้ว่า กฎหมายมหาชนนั้น เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครอง มีสภาพบังคับ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ส่วนกฎหมายเอกชนนั้น เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ใต้ปกครองด้วยกันเอง โดยต้องเกิดจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย มีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนบุคคล 

 

                                                  โดย พิมพ์พิมล นวชัย 

edit @ 10 Sep 2011 15:48:47 by เฆรือฟ้า

Eat Pizza @ Orange House Of Chicaco

posted on 05 Mar 2011 22:08 by wanwila  in Eating
Eat Pizza @ Orange House Of Chicaco
ChiangMai (CNX)
          วันนี้ หลังจากไปทำธุระเสร็จก็ไปหาอะไรกินกับเพื่อนสองคน เคยเห็นร้านนี้มาหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่มีโอกาสได้มานั่งกินสักที ชื่อร้าน Orange House Of Chicaco อยู่ข้างซอยเล็ก ๆ ก่อนถึงพุทธสถาน(ถ้ามาจากทางช้างคลาน) หาไม่อยากหรอกเพราะร้านเป็นสีส้ม ๆ เหมือนชื่อร้านเลย
          ครั้งแรกที่เดินเข้าไปดูเมนูก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดีว่าจะกินอะไร เปิดไปเจอหน้าพิซซ่า พยายามอ่านแล้วดูรูปว่ามันเป็นยังไงก็ยังคิดไม่ออก ก็เลยไปถามเจ้าของร้านว่าตกลงมันเป็นยังไง พี่เค้าก็เลยบอกว่าพิซซ่าขนมปังฝรั่งเศสเป็นขนมปังฝรั่งเศสหน้าพิซซ่า ส่วนพิซซ่าแผ่นบางสไตล์ร้านสีส้ม(ร้านนี้)เป็นพิซซ่าแบบเวสต์ไซด์ชิคาโก้ (Westside Chicago) ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นคนชอบกินพิซซ่าHomeMade พูดง่าย ๆ คือกินแต่แบบHomeMadeมากกว่า ถ้าเป็นพวกThe Pizza Company หรืออะไรพวกนั้นไม่ค่อยชอบเลย กลิ่นมันแปลก ๆ เจ้าของร้่านบอกว่าถ้าจะกินต้องรอได้ เราก็บอกว่ารอได้ เพราะไม่ได้รีบไปไหนอยู่แล้ว
          ระหว่างที่รอก็สังเกตุไปรอบ ๆ ร้าน (นั่งตรงเค้าท์เตอร์) เห็นมีคนเอาเมจิกมาเขียนเต็มไปหมดเลย ใครมือบอนไปกินร้านนี้เลย (ฮา) ไม่ใช่แบบนั้น ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้เขียนนะ ต้องเป็นคนไปขอถึงจะได้เขียน(??) ไม่รู้เหมือนกันนะอันนี้ แต่มีนายกหรือประธานาธิบดีเก่าของมาเลเซีย(อันนี้ไม่แน่ใจตำแหน่งไหน)มากิน แล้วก็เขียนไว้ด้วย(ต้นปีนี้นี่เอง!!) เขียนจนเคาท์เตอร์ไม่มีที่ให้เขียนแล้ว
          พูดถึงของกินที่เรารอมานาน พิซซ่า...!! สั่งไปสองแผ่นเล็ก หน้ากุ้ง กับ เนื้อ ใครชอบกินหน้าไหนไม่รู้แต่ว่าเราชอบกินหน้าเนื้อมากกว่า อันที่จริงกินแล้วแทบไม่ต้องปรุงเลย แต่ก็ยังขออริกกาโน่พี่เค้ามาจนได้(ความชอบส่วนบุคคลน่า) อร่อยโครต ๆ ถ้ามีเวลา(และตังค์)กินมากกว่านี้คงสั่งถาดใหญ่ เพิ่มชีส แถมสั่งกลับบ้านด้วย
         
          ร้านปิดทุ่มกว่า ๆ นะ ถ้าใครกลัวไปไม่ทันก็โทรไปสั่งก่อนได้ 0867287638
          ถ้าใครผ่านไปแถว ๆ นั้นก็แวะกินได้นะ ไปคนเดียวก็ได้ไ่ม่ต้องกลัวเหงา คุยกับเจ้าของร้านไปด้วยกินไปด้วยก็ยังได้เลย เป็นร้านอิสลามนะ อย่าเผลอไปสั่งหน้าหมูล่ะ(ฮา)
          วันนี้พอแค่นี้ก่อนละกันนะ ไว้วันหลังใครได้ไปกินอะไรยังไงก็มาแบ่งปันกันบ้างล่ะ
 
 
 
 
                                                                     วันวิฬาร์
                                                                5 มีนาคม 2554

edit @ 5 Mar 2011 22:32:02 by เฆรือฟ้า